คำถาม ----- ทรัพย์สินซึ่งมิได้ให้ไว้ในวันทำสัญญา แต่ให้ไว้ในวันอื่น เช่น เงินค่างวด หากสัญญาระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของเงินมัดจำ จะถือเป็นเงินมัดจำหรือไม่?คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7122/2549 ----- คำว่า "มัดจำ" ตาม ป.พ.พ. มาตรา 377 คือทรัพย์สินซึ่งได้ให้ไว้ในวันทำสัญญา ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ให้ไว้ในวันอื่น สัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อ 3 ระบุว่า ในวันทำสัญญาโจทก์ผู้จะซื้อได้วางเงินมัดจำไว้ส่วนหนึ่งเป็นเงิน 10,000 บาท ส่วนที่เหลือจำนวน 914,000 บาท จะชำระเป็นงวดรายเดือน จำนวน 10 เดือน ดังนั้น เงินที่วางมัดจำไว้ในวันทำสัญญาดังกล่าวจึงมีเพียง 10,000 บาท เท่านั้น ส่วนเงินค่างวดที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยทั้งสามอีก 10 งวด เป็นเงิน 170,000 บาท นั้น แม้ตามสัญญาจะระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของเงินมัดจำ ก็ไม่ใช่เงินมัดจำตามความหมายดังกล่าว แต่เป็นเพียงการชำระราคาที่ดินบางส่วน เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยทั้งสามบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้ว สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นอันเลิกกัน จำเลยทั้งสามจึงมีสิทธิริบเงินมัดจำจำนวน 10,000 บาท ได้ตามมาตรา 378 (2) ส่วนเงินที่โจทก์ชำระค่าที่ดินบางส่วนดังกล่าว จำเลยทั้งสามต้องให้โจทก์กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามมาตรา 391 แต่การที่โจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงกันให้ริบเงินดังกล่าวได้ตามสัญญาข้อ 13 ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินตามมาตรา 379 ถ้าสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ตามมาตรา 383 วรรคหนึ่ง
สรุป ----- "มัดจำ" ตาม ป.พ.พ. มาตรา 377 คือทรัพย์สินซึ่งได้ให้ไว้ในวันทำสัญญา ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ให้ไว้ในวันอื่น ดังนั้น เงินซึ่งมิได้ให้ไว้ในวันทำสัญญา แม้จะระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของเงินมัดจำ ก็ไม่ถือว่าเป็นเงินมัดจำตามความหมายดังกล่าว จำเลยไม่มีสิทธิริบ ตามมาตรา 378 (2)
เริ่มต้นวันนี้กับกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่มักเจอเสมอในชีวิตประจำวันของใครหลายๆคน
คำถาม ----- สร้างโรงเรือนรุกล้ำโดยไม่สุจริต เจ้าของที่ดินที่ถูกรุกล้ำ มีสิทธิขอให้รื้อถอนหรือไม่?
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2141/2542 ----- ที่ดินของโจทก์และของจำเลยที่ 1 อยู่ติดกันเป็นที่ดินว่างเปล่า ไม่มีรั้วหรือเครื่องหมายแสดงแนวเขตไว้ การที่จำเลยทั้งสองปลูกสร้างอาคารพิพาทลงในที่ดินของจำเลยที่ 1 โดยเพิกเฉยไม่ตรวจสอบแนวเขตที่ดินด้านที่ติดต่อกับที่ดินของโจทก์ให้แน่นอนเสียก่อน จึงเป็นการกระทำที่ส่อแสดงถึงความไม่รอบคอบและประมาทเลินเล่อ นอกจากนี้ในการยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารพิพาทต่อเทศบาล ก็ไม่ปรากฏหลักฐานสำเนาโฉนดที่ดินและบัตรประจำตัวประชาชน คงมีแต่หนังสือให้ความยินยอมให้ก่อสร้างของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงเท่านั้น ซึ่งปรากฏว่าลายมือชื่อของโจทก์เป็นลายมือชื่อปลอม พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยทั้งสองรู้หรือควรจะรู้แต่ต้นแล้วว่าอาคารพิพาทรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองก่อสร้างอาคารพิพาทรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยไม่สุจริต โจทก์จึงมีสิทธิขอให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารพิพาทได้
สรุป ---- เจ้าของที่ดินที่ถูกรุกล้ำมีสิทธิเรียกให้ผู้สร้างโดยไม่สุจริตนั้นรื้อถอนโรงเรือนออกไปได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1312 วรรคสอง